หินภูเขาไฟ Pumice Stone
สวนครัว

หินภูเขาไฟหรือหินพัมมิสคืออะไร มีวิธีใช้อย่างไร

มารู้จักกับหินภูเขาไฟหรือหินพัมมิส (Pumice stone) กันดีกว่า

“หินภูเขาไฟ” คือการเกิดขึ้นจากการเย็นตัวของหินหลอมเหลวใต้พื้นโลกที่เกิดการประทุขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟหรือที่เราเรียกกันว่า “ลาวา” นั่นเอง

หินภูเขาไฟ

ลาวาเหล่านี้เกิดจากการหลอมละลายหินและแร่ธาตุต่างๆมากมายด้วยความร้อนใต้พื้นโลก ด้วยเหตุนี้หินลาวาจึงมีสสารและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่างๆมากมาย โดยมีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้

SiO2 (ซิลิกา) = 62.53 %
CaO (แคลเซียมออกไซด์) = 3.88 %
MgO (แมกนีเซียมออกไซด์) = 0.43 %
Na2O (โซเดียมออกไซด์) = 1.14 %
K2O (โพแทสเซียมออกไซด์) = 0.58 %
Fe2O3 (เฟอร์ริกออกไซด์) = 3.51 %
Al2O3 (อะลูมินา) = 24.57 %
MnO2 (แมงกานีสไดออกไซด์) = 0.12 %

หินภูเขาไฟ หินพัมมิสมีแร่ธาตุจากแหล่งธรรมชาติคุณภาพสูง ประกอบด้วย แร่ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียมคาร์บอเนต ที่มีค่า pH สูง ช่วยแก้ไขความเป็นกรดของดิน ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังประกอบด้วยซิลิกาอยู่มาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยปรับสมดุลและทำงานร่วมกับธาตุอื่นๆ  ในการดูดซึมธาตุอาหารเข้าสู่ต้นพืชได้ง่าย ส่งเสริมให้พืชมีการเจริญเติบโตแข็งแรง ต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี

หินภูเขาไฟ

ประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆในหินภูเขาไฟ (Pumice stone) ที่มีผลต่อพืชมีดังนี้

ซิลิกา ช่วยเสริมสร้างผนังของเซลล์พืชให้แข็งแรง เพิ่มความต้านทานโรคให้กับพืช

โพแทสเซียม ช่วยทำให้ผนังเซลล์ของพืชหนาขึ้น และลำต้นแข็งแรงขึ้น ถ้าขาดก็จะทำให้พืชล้มได้ และจะแสดงอาการขาดออกมาโดยที่ปลายใบ และขอบใบจะมีสีเหลือง

แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ในพืช ทำให้ใบมีสีเขียวเข้ม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของพืช หากขาดจะแสดงอาการออกมาที่ใบแก่ โดยบริเวณขอบเส้นใบจะมีสีเหลือง หรือมีแผลไหม้เป็นจุดๆ

แมงกานีส เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิด หรือบางคนนิยมเรียกว่า “น้ำย่อย” หากขาดธาตุแมงกานีสแล้ว ใบส่วนกลางของต้นไม้จะเกิดเป็นแผลขึ้นระหว่างเส้นใบ

แคลเซียม เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเซลล์ และช่วยให้เซลล์ของพืชทำงานได้เป็นปกติ ซึ่งมีประโยชน์ดังนี้

  • แคลเซียมจะทำให้ท่อน้ำ และท่ออาหารของพืชแข็งแรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำ และอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช
  • แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในการทำให้การสร้างฮอร์โมนต่างๆของพืชเป็นไปตามปกติ เช่น ฮอร์โมนไซโตไคนินที่ช่วยให้เกิดตาดอก ถ้าพืชขาดแคลเซียม การสร้างฮอร์โมนของพืชก็จะลดลงกระทบต่อการออกดอกและการเจริญเติบโตของพืช
  • แคลเซียมจะสร้างระบบรากให้แข็งแรงดูดน้ำดูดอาหารได้ดีขึ้น ถ้าขาดแคลเซียม ระบบรากจะอ่อนแอ เซลล์ของรากจะแตกง่าย โรคทางดินก็จะเข้าสู่รากได้ง่าย
  • แคลเซียมช่วยให้ระบบรากมีความต้านทานต่อดินเค็ม
  • แคลเซียมช่วยให้การสะสมไนเตรทของพืชได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
  • โดยเฉพาะในช่วงที่พืชที่ต้องการไนเตรทสูง ระบบรากของพืชจะไม่เจริญเติบโต รากจะสั้นถ้าขาดแคลเซียม โดยเฉพาะรากใหม่จะต้องการแคลเซียมสูง

หินภูเขาไฟ

ในวงการไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้สวยงามทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่โดยทั่วไปก็เริ่มที่จะนำหินพัมมิสมาใช้ในการปลูก โดยตัวหินนั้นสามารถนำไปใช้ในการช่วยอุ้มน้ำแทนกาบมะพร้าว นอกจากนั้นตัวหินเองยังช่วยในการกักเก็บปุ๋ย และน้ำที่เราใส่ลงไป จากนั้นจึงค่อยๆคายสารเหล่านั้นออกมาซึ่งช่วยป้องกันปัญหาดินเค็ม และยังไม่เป็นปัญหาเรื่องการใส่ปุ๋ยมากเกินไปอีกด้วย

สรุปประโยชน์ของหินพัมมิสที่มีต่อต้นไม้ที่เรารัก

  • ช่วยกักเก็บน้ำ ความชื้น และสารละลายปุ๋ยต่างๆ ที่ใส่ลงในดินให้อยู่ได้นานมากขึ้น โดยไม่ถูกชะล้างออกไปได้ง่าย
  • ปรับปรุงสภาพดินให้มีความโปร่ง ร่วนซุย
  • แก้ไขปัญหาสภาพความเป็นกรดในดินเปรี้ยว
  • เพิ่มอัตราการดูดซึมแร่ธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมให้พืชมีการเจริญเติบโต แข็งแรง ต้านทานต่อโรค และแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี
  • กักเก็บธาตุอาหาร และเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

วิธีใช้งานหินภูเขาไฟ (Pumice stone) แต่ละขนาดดังนี้

นำหินภูเขาไฟไปแช่น้ำพอหมาดๆ โดยสามารถใช้ได้หลายแบบตามผู้ปลูกต้องการ โดยสามารถใช้วางลงใต้ก้นกระถาง , ผสมดินปลูก , วางไว้หน้าดิน หรือใช้หินอย่างเดียวแทนดินก็ยังได้ เพราะสามารถรักษาความชุ่มชื้นสำหรับต้นไม้ได้อย่างดีเยี่ยม แม้หินภูเขาไฟจะมีคุณสมบัติอุ้มน้ำไว้ได้ดี แต่ยังต้องคอยรดน้ำ โดยสามารถสังเกตได้จากสีของหิน หากเริ่มแห้ง หรือขาวขึ้นก็ควรรดน้ำเพิ่มเติม

หินภูเขาไฟ

วิธีใช้อื่นๆโดยแบ่งตามขนาดของหินภูเขาไฟ

นอกจากนี้หากจะพูดถึงวิธีใช้งานอื่นๆกับหินภูเขาไฟนั้น สามารถใช้กับงานอื่นๆได้อีกนอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว หากแต่จะแบ่งตามขนาดและวิธีใช้งานแต่ละขนาดนั้นได้ดังนี้

เบอร์ s ขนาด 3-5 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้ปิ้งย่าง และ การฟอกยีนส์

เบอร์ ss ขนาด 2-4 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้ปิ้งย่าง และ การฟอกยีนส์

เบอร์ sss (บ่อกรอง) ขนาด 2-3 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้เป็นวัสดุกรอง

เบอร์ sss (ต้นไม้) ขนาด 1-2 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้เป็นวัสดุปลูก

เบอร์ 02 ขนาด 0.5-1 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้เป็นวัสดุกรอง และใช้เป็นวัสดุปลูก

เบอร์ 01 ขนาด 0.3-0.5 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้เป็นวัสดุกรอง และใช้เป็นวัสดุปลูก

เบอร์ 00 ขนาด 0.1-0.3 ซม. เหมาะสำหรับ :  ใช้เป็นวัสดุปลูก

การใช้สำหรับปิ้งย่าง ใช้โดยนำหินภูเขาไฟวางในเตาถ่าน โดยวางรวมกับถ่าน หลังจากติดถ่านเสร็จแล้ว หรือวางไว้บนเตาแก๊สเพื่อเผาให้หินร้อน หินภูเขาไฟจะรับความร้อนจากถ่าน หรือแก๊ส และช่วยปลดปล่อยความร้อนในตัวออกมาให้มากขึ้น

การใช้สำหรับฟอกยีนส์ หินภูเขาไฟเป็นวัสดุที่แพร่หลายในวงการฟอกยีนส์ และฟอกผ้า ด้วยคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และราคาที่ย่อมเยาว์ หินภูเขาไฟมีคุณสมบัติพิเศษที่จะช่วยฟอกยีนส์ให้ขึ้นลายที่สวยงามได้

การใช้เป็นวัสดุกรอง เนื่องจากหินภูเขาไฟมีน้ำหนักเบา ก่อนใช้ควรแช่น้ำทิ้งไว้อย่างน้อยหนึ่งคืนเพื่อชะล้างฝุ่นผงตามธรรมชาติ และให้ตัวหินอุ้มน้ำจนมีน้ำหนัก หลังจากนั้นจึงนำลงวางในบ่อกรอง (กรณีปลาบ่อ) หรือช่องกรอง (กรณีปลาตู้) หากต้องการความสะดวกรวดเร็ว อาจหาวัสดุอื่นกดทับไว้ก่อน เมื่อผ่านไปซักระยะ ผลิตภัณฑ์จะอุ้มน้ำและจมลงได้เอง การทำความสะอาด ให้ล้างด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ที่ช่วยกำจัดของเสียในหินภูเขาไฟสูญสลายไป

การใช้เป็นวัสดุปลูก ใช้โดยนำหินภูเขาไฟแช่น้ำพอหมาดๆ แล้วใช้วางลงใต้ก้นกระถาง, ผสมดินปลูก, วางไว้หน้าดิน หรือใช้หินอย่างเดียวแทนดิน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นสำหรับต้นไม้ แม้หินภูเขาไฟจะมีคุณสมบัติอุ้มน้ำไว้ได้ดี แต่ยังต้องคอยรดน้ำ โดยสามารถสังเกตได้จากสีของหิน หากเริ่มแห้ง หรือขาวขึ้นก็ควรรดน้ำเพิ่มเติม

หินภูเขาไฟ title=

มาถึงตรงนี้หลายๆท่านคงได้เห็นถึงประโยชน์ของหินภูเขาไฟ ( หินพัมมิส ) กันไปไม่มากก็น้อย แต่สำหรับเว็บ suankrua.com เราก็เน้นกันเรื่องการปลูกต้นไม้เป็นหลัก ดังนั้นเราจึงนำขนาดที่เหมาะกับการเพาะปลูกต้นไม้ที่รักมาขาย เพื่อให้หลายๆท่านได้นำไปใช้เป็นวัสดุปลูกกับต้นไม้ที่ท่านรักได้ตามสมควรและเหมาะสม หากท่านสนใจที่จะเลือกไปใช้งานสามารถเลือกดูได้จากลิงค์นี้จ้า คลิกๆ